ประวัติความเป็นมา
                 เดิมเมืองสตูลหรือสโตยเป็นมูเก็ม (Mukem) หรือตำบลหนึ่งของเมืองไทรบุรี หรือ เคดาร์ มาก่อน ไทรบุรีเป็นเมืองสำคัญของแหลมมลายูฝ่ายใต้ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย นับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา เมืองไทรบุรีแบ่งเขตการปกครองเป็นตำบลและหมู่บ้านมากมาย ตำบลและหมู่บ้านสำคัญตั้งอยู่ทางตอนเหนือเมืองไทรบุรีได้แก่ ปะลิส สตูลหรือสโตย บาราเกต และละงู เนื่องจากหมู่บ้านและตำบลดังกล่าวตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ลำคลอง มีเส้นทางเรือติดต่อกันได้ ปะลิส ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปะลิส บริเวณปากน้ำปะลิสเป็นท่าเรือใหญ่ สตูลหรือสโตย หรือเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า มำบังนังคะรา ตั้งอยู่ริมคลองมำบัง ชาวตะวันตกเรียกว่า แม่น้ำสตูล  ส่วนบาราเกต ชาวตะวันตกเรียกชื่อเพี้ยนเป็น “มีรากิต” (Meerakit) เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบาราเกต จากหลักฐานของร้อยเอกเฮนรี เบอร์นี เดินทางผ่านท้องที่ สตูล บาราเกต และละงู เมื่อปี พ.ศ.2368 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เรียกสถานที่ทั้งสามแห่งเป็น ตำบล ทั้งหมด แสดงว่ามีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยหลายหมู่บ้านด้วยกัน
                 บาราเกตุหรือท่าแพในปัจจุบันนั้นอยู่ภายใต้การปกครองดูแลของนังคะราสโตยหรือ สตูล ในปัจจุบัน โดยบาราเกตุมีประวัติความเป็นมาตามที่ได้รับการบอกเล่าสืบทอดกันมาจากคนเฒ่าคนแก่ ในสมัยที่ผ่านมาและประกอบกับพอมีหลักฐานทางโบราณวัตถุ  และโบราณสถานที่เห็นเป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่มีปรากฏอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าแพในทุกวันนี้อีกทางหนึ่ง ซึ่งมีประวัติความเป็นมาดังจะกล่าวต่อไปนี้
                 แต่เดิมพื้นที่บาราเกตุเป็นป่าทึบและเป็นแหล่งน้ำ โดยไม่มีผู้คนอาศัย ต่อมามีผู้คนอพยพมาจากประเทศอินโดนีเซีย โดยมีสาเหตุของการอพยพขอบุคคลกลุ่มนี้ตามที่ได้รับการบอกเล่าทางประวัติศาสตร์ต่อกันมา คือ มีกษัตริย์ (คนในสมัยก่อนเรียกว่า พญา) องค์หนึ่งของเมืองอาเจะ ประเทศอินโดนีเซีย ไม่มีบุตร และพญาท่านนี้ได้เอาเด็กไปเลี้ยงเพื่อเป็นบุตรบุญธรรม จำนวน 3 คน ประกอบด้วย คนที่ 1 ชื่อ อาเจะ คนที่ 2 ชื่อ สุหลง (ทั้งสองคนเป็นผู้ชาย) คนที่ 3 ชื่อ รักแก้ว (เป็นผู้หญิง) โดยคนแรกชื่ออาเจะได้ศึกษาเล่าเรียนและมีฝีมือทางช่างตัดผม คนที่สองชื่อสุหลงได้ศึกษาและมีความถนัดทางช่างต่อเรือ คนที่สามชื่อรักแก้ว ได้ศึกษาและมีความถนัดในการทำอาหาร ต่อมาทั้ง 3 คน ได้อยู่ในเมือง (พระราชวัง) จนเติบใหญ่ โดยคนที่ชื่ออาเจะเป็นช่างตัดผมที่มีฝีมือเยี่ยมมาก จนพญา (กษัตริย์) จะไม่ให้ใครตัดผม นอกจากอาเจะคนเดียวเท่านั้นแต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น น้องสาวคนที่ สามชื่อรักแก้วเมื่อเติบโตใหญ่เป็นสาว นอกจากมีความสวยงามมากแล้ว ยังมีสิ่งที่พิเศษกว่าคนธรรมดาทั่วไปอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นคนที่เลือดสีขาว โดยทั่วไปคนมักจะมีเลือดสีแดง ซึ่งที่มีเลือดสีขาว ถือว่าเป็นคนที่มีบุญญาธิการ หรือภาษาท้องถิ่น เรียกว่า คนตาวะ (คนดีเลิศ) กษัตริย์ พญา จึงอยากได้รักแก้วมาเป็นภรรยา โดยพยายามพูดปลอบโยนประเล้าประโลมต่างๆ นานา แต่รักแก้วไม่ยินยอม เพราะถือว่าผิดศิลธรรม ดังนั้น รักแก้วจึงนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พี่ชายทั้งสองคนฟัง และพี่ชายคนโตชื่อ อาเจะจึงเรียกน้องทั้งสองคนมาคุยกัน โดยกล่าวว่าเรื่องนี้หากพญาจะทำอย่างนั้นจริง เราต้องหาทางออกและแล้วทั้ง สามคน จึงตกลงกันว่าต้องวางแผนอพยพออกจากเมืองนี้ เพื่อให้พ้นจากพญาคนนี้ และสังหารพญาคนนี้เสีย อาเจะจึงสั่งกับน้องชายที่ชื่อ สุหลง ต่อเรือให้เสร็จโดยเร็ว และสั่งน้องสาวที่ชื่อ รักแก้วให้เตรียมทำอาหารที่จะเก็บไว้เป็นเสบียงมากพอที่จะกินได้ภายใน 3 เดือน โดยปกติแล้ว พญาหรือกษัตริย์จะตัดผมในวันพฤหัสบดี ทุกครั้งที่มีการตัดผม ต่อมาสุหลงจึงเริ่มทำการต่อเรือ โดยเรือนั้นทำมาขากไม้กระดาน และใช้เส้นใยหรือวัตถุดิบทางธรรมชาติ (จะเป็นพวกหวาย) ร้อยต่อกันเพื่อประสานแนวของกระดานแต่ละแผ่นให้แน่น เพื่อไม่ให้น้ำรั่วซึม (การต่อเรือจะไม่ใช้ตาปูเป็นตัวยึดเหมือนสมัยนี้เพราะสมัยนั้นยังไม่มีตาปู) และใช้เสาไม้ทำใบ (เรือใบ)
                 เมื่อต่อเรือเสร็จเป็นที่เรียบร้อย รอให้ถึงวันพฤหัสบดี (ซึ่งเป็นวันที่พญาต้องการตัดผม) เมื่อถึงวันพฤหัสบดี อาเจะจึงได้ไปตัดผมของพญาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา อาเจะช่างตัดผมก็ได้ตัดผมให้พญา โกนหนวด โกนเครา ขูดหน้า บีบนวด ไปพลางจนพญาเคลิ้มหลับไป ทันใดนั้นช่างตัดผม (อาเจะ) ก็ได้ปฏิบัติการตามแผนที่ได้วางไว้ ขณะที่พญากำลังเคลิ้ม ช่างตัดผมได้เอามีดเชือดคอของพญาจนขาด จากนั้นทั้ง 3 คนจึงรีบหนีลงเรือออกจากเมือง การอพยพครั้งนี้ไม่มีจุดหมายปลายทาง ณ ที่ใด ร่างของบุคคลทั้ง 3 ก็ล่องลอยมาถึงปากคลองสาครซึ่งอยู่ติดกับทะเลอันดามันฝั่งตะวันตกของบาราเกตุ เป็นคลองน้ำเค็มซึ่งส่วนบนของคลองเป็นน้ำกร่อยและน้ำจืด และล่องขึ้นเรื่อยมาในคลองบาราเกตุปัจจุบัน เมื่อมาถึงบริเวณหมู่ที่ 5 ในปัจจุบัน พี่คนโตเห็นว่า บริเวณนี้มีพื้นที่สูง น้ำคงไม่ท่วมจึงหยุดที่นั้น ส่วนน้องทั้ง 2 คนยังคงล่องเรือต่อไปถึงสะพานบาราเกตุ บริเวณหมู่ที่ 2 คนที่ 2 (สุหลง) จึงขึ้นที่นั่น เหลือน้องคนที่ 3 (รักแก้ว) ยังคงล่องเรือขึ้นไปจนถึงบริเวณระหว่างหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 4 ตำบลท่าแพในปัจจุบันจึงขึ้นจากเรือบริเวณนี้ และไปตั้งถิ่นฐานที่บริเวณหมู่ที่ 9 ตำบลท่าแพในปัจจุบัน (สาเหตุที่ให้น้องสาวอยู่ปลายทาง เพราะหากมีคนตามมาหรือใครเข้ามาผ่านพี่ชายทั้ง 2 คนก่อน) ต่อมาทั้ง 3 ได้ทำการเพาะปลูกเพื่อเป็นการเลี้ยงชีพชั่วคราวก่อนและขณะที่อยู่บาราเกตุทั้งสามได้ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ต่อมาเมื่ออยู่ที่บาราเกตุในระยะเวลานานพอสมควร ทั้งสามคนก็นึกอยากกลับไปบ้านเกิดเพื่อกลับไปเยี่ยมญาติและได้ฟังข่าวเรื่องของตนเองกับพญาถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทั้งสามคนจึงคิดหาวิธีการกลับไปบ้านเกิดโดยปลอมตัวเป็นพ่อค้าไปเพื่อนำพืชผลทางการเกษตรไปทำการค้าที่เมืองอาเจะ โดยได้นำเอาพืชผลหลายอย่าง อาทิ ข่า ขมิ้น ตะไคร้ ฯลฯ ซึ่งพืชผลเหล่านี้ทั้งสามคนได้มาทำการเพาะปลูกที่บาราเกตุ และมีร่องรอยชื่อประวัติศาสตร์ที่ชาวบ้านเรียกและรู้กัน เช่น ปลักข่าอยู่บริเวณซอย 3 นิคมควนกาหลง เขาไคร และทุ่งขมิ้น (ซึ่งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลท่าแพ ติดกับบ้านเกาะเนียง ควนโพธ์) และได้สร้างพาหนะเป็นแพ ที่ทำจากไม้ไผ่ จากคลองบูโล๊ะในปัจจุบัน (บูโล๊ะ หมายถึง ไม้ไผ่) นำมาวางเรียงและมัดด้วยเส้นใยทางธรรมชาติ เช่น หวายมัดติดกันทำเป็นแพ ใช้โดยสารกลับไปยังเมืองของตนเอง
                 ครั้นพอไปถึงยังเมืองอาเจะ ผู้คนที่นั้นเมื่อเห็นบุคคลทั้งสาม เป็นพ่อค้ามาขายของ และคนที่มาซื้อของ ถามว่าพวกท่านมาจากไหน (เพราะทั้งสามคนเป็นคนแปลกหน้า) คนทั้ง 3 ชี้พลางบอกว่ามาจากโน้น (ที่ไกล) และถามต่อไปอีกว่าท่านมาได้อย่างไร ใช้อะไรเป็นพาหนะ คนทั้ง 3 ชี้ไปที่แพ ชาวเมืองอาเจะ (ชาวบ้าน) มาจากบาราเกตุหรือ พวกเขาทั้ง 3 ก็พยักหน้า เมื่อขายสินค้าที่นำไปหมดและอยู่ทีนั่นได้สืบเสาะเรื่องราวต่างๆ แล้ว เมื่อได้เวลาอันสมควรทั้ง 3 คนจึงลงแพกลับบาราเกตุหลังจากที่ได้ลงแพมา ระหว่างทางได้แวะเรื่อยมาและสถานที่แห่งหนึ่งที่แพแวะคือ เกาะหมาก (เมืองปินังของมาเลเซียในปัจจุบัน) เมื่อคนที่นั่นถามว่าท่านไปไหนกัน พวกเขาบอกว่า เราจะไปทางโน้น (บาราเกตุ) และผู้คนได้ถามถึงการเป็นอยู่ที่บาราเกตุเป็นอย่างไร เมื่อคนทั้ง 3 คนบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนที่เกาะหมากจึงขอร่วมเดินทางมาด้วย และบุคคลที่พอจะบอกชื่อตามที่เราได้มาคือ โต๊ะสอีด และยีอาหมัด โดยเมื่อแพได้ล่องเรื่อยมาจนเข้าถึงคลองบาราเกตุ โต๊ะอาเจะก็ได้ขึ้นแพที่เดิม คือ ควนโต๊ะเจ๊ะ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าแพ โต๊ะสุหลงขึ้นบริเวณสะพานหมู่ที่ 2 โต๊ะสอีดขึ้นแพและเดินทางไปยังจังหวัดพังงา ไปตั้งรกรากที่เกาะปันหยี ยีอาหมัดเดินทางเรื่อยไปจนถึงบางกอก (กรุงเทพฯ และตั้งรกราที่นั่น) โต๊ะรักแก้วขึ้นแพระหว่างหมู่ที่ 3 กับหมู่ที่ 4 ตำบลท่าแพและอยู่ที่บริเวณหมู่ที่ 9 ตำบลท่าแพ ซึ่งต่อมาได้เรียกชื่อหมู่บ้านจากโต๊ะรักแก้ว เป็นบ้านนาแก้ว ถึงปัจจุบัน ซึ่งเมื่อมีผู้คนอาศัยอยู่ที่บาราเกตุ และเป็นเส้นทางเดินสัญจรไปยังนังฆรา (เมืองสตูล) ได้มีพ่อค้ามาจากอินโดนีเซียและมาเลเซียมาทำการค้า โดยมีพ่อค้าชาวมุสลิมและพ่อค้าชาวจีนมาขึ้นเรือสำเภาที่คลองบาราเกตุ (สมัยนั้นการค้าขายหรือการสัญจรจะใช้ทางน้ำ เพราะสะดวกเนื่องจากยังไม่มีถนนและยวดยานเหมือนทุกวันนี้) โดยชาวจีนได้เลือกตั้งถิ่นฐานบริเวณริมคลองหมู่ที่ 5 ในปัจจุบัน ตามที่มีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานและลูกหลานที่สืบตระกูลต่อมาจนถึงทุกวันนี้และพ่อค้าชาวมุสลิมคนหนึ่งชื่อ ฮะยีอาหมัด ปารันยี พร้อมด้วยพรรคพวกที่เคร่งครัดในด้านศาสนาที่มาทำการค้าและเผยแพร่ศาสนาได้ตั้งถิ่นฐานบริเวณหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 ได้ร่วมกันจัดตั้งมัสยิดหลังแรกขึ้นบนพื้นที่ที่เป็นที่สูง หรือ ควน ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลท่าแพ มัสยิดหลังนี้มีชื่อเรียกว่า มัสยิดควนสุงเงต โดยได้การละหมาดวันศุกร์ร่วมกัน มีทั้งคนที่มาจากเขาไคร จากแป-ระ มาร่วมกันในวันศุกร์ (ปัจจุบันคือ มัสยิดบ้านท่าแพใต้) และจากนั้นก็มีผู้คนมาอาศัยเพิ่มขึ้นบริเวณริมคลองบาราเกตุ เป็นเหตุให้เกิดเป็นชุมชน หรือหมู่บ้านในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน